วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เปิดพิมพ์เขียวสร้างอาณาจักร "เซ็นทรัล" โมเดลธุรกิจไทยผงาดเวทีโลก

เปิดพิมพ์เขียวสร้างอาณาจักร "เซ็นทรัล" โมเดลธุรกิจไทยผงาดเวทีโลก


สุทธิธรรม


จากการจัดอันดับมหาเศรษฐีประเทศไทยของนิตยสารฟอร์บส์ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค.2556 ที่ผ่านมา “ตระกูลจิราธิวัฒน์” เจ้าของธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเติบโตควบคู่กับเศรษฐกิจของประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนานกว่า 66 ปี ภายใต้ชื่อ “เซ็นทรัล” มีความมั่งคั่งเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์กว่า 383,000 ล้านบาท

ปัจจุบันธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรืออุตสาหกรรมสิ่งทออยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3, 4 และ 5 ซึ่งจัดได้ว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดไม่เฉพาะแต่การขยายกิจการออกไปอย่างไม่หยุดนิ่งทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศเท่านั้น

หากแต่ยังแผ่ขยายธุรกิจการลงทุนของกลุ่มออกไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนจะยังไม่มีที่สิ้นสุดด้วย แม้แต่ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะซบเซา กลุ่มเซ็นทรัลก็ไม่ได้ชะลอแผนการลงทุนลงแต่อย่างใด

อาณาจักรของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น ครอบคลุมตั้งแต่ใจกลางเมือง หัวเมืองต่างจังหวัด เลยไปถึงแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังศูนย์กลางแฟชั่นของทวีปยุโรป โดยในส่วนของใจกลางเมืองเมื่อปี 2549 ได้เข้าซื้อพื้นที่ของสถานทูตอังกฤษจำนวน 9 ไร่ ด้วยสนนราคา ตร.ว.ละ 950,000 บาท ทำให้ที่ดินย่านนั้นกลายเป็นทำเลทองไปในทันที เพื่อที่จะผุดโปรเจกต์ “เซ็นทรัล แอมบาสซี” กับวงเงินลงทุน 10,000 ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะตัดริบบิ้นเปิดอาณาจักรแห่งนี้ได้เร็วๆนี้

ขณะเดียวกัน ในหัวเมืองต่างจังหวัดสำคัญและแนวชายแดนที่จะเป็นประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 กลุ่มเซ็นทรัลก็ได้รุกคืบเข้ายึดหัวหาดมาหมด ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม และโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างแบรนด์ไทยในมือมากกว่า 100 แบรนด์

แม้กระทั่งในทวีปยุโรป กลุ่มเซ็นทรัลได้รุกเข้าซื้อกิจการของห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ของเมืองแห่งแฟชั่นโลกที่มิลานชื่อ ลา รีนาเชนเต้ อายุกว่า 150 ปี เพื่อเข้าให้ถึงงานออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าและสิ่งทอ ราคาแพง และใช้ห้างดังกล่าวเป็นช่องทางนำสินค้าไทยออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย

เพื่อให้เข้าถึงแนวคิดในการบริหารกิจการของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งนี้ ทีมเศรษฐกิจมีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์” ในฐานะ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เพื่อฉายให้เห็นภาพรวมของอาณาจักรแห่งนี้




“เจ้าสัวสุทธิธรรม” ได้ย้อนรอยถึงการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเซ็นทรัล เพราะเชื่อว่าทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจที่ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก (CRC) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (CPN) กลุ่มธุรกิจค้าส่ง (CMG) กลุ่มธุรกิจโรงแรม (CHR) และกลุ่มธุรกิจอาหาร (CRG) ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

โดยเฉพาะหลังเปิดเออีซี เพราะฐานลูกค้าจะใหญ่ขึ้น “เมื่อเห็นโอกาสจึงได้ทุ่มเทการลงทุน โดยในปี 2555 ได้ใช้เงินลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศไปกว่า 40,000 ล้านบาท ปี 2556 ก็ใช้ไปกว่า 38,000 ล้านบาท ส่วนปี 2557 ก็น่าจะใช้ไม่ต่ำกว่านี้”

และแม้ว่าในปี 2556เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัวได้ดีอย่างที่คาดแต่กลุ่มเซ็นทรัลยังคงมุ่งขยายธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการควบรวมกิจการเต็มกำลัง เพื่อผลักดันให้ธุรกิจในกลุ่มเติบโต 24% มียอดขายทะลุ 227,300 ล้านบาท

เมื่อโฟกัสลงไปในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ในส่วนของกลุ่มซีพีเอ็น มีเป้าหมายที่จะเปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเน้นในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ ติดชายแดนเป็นหลักเพื่อรองรับกำลังซื้อของประชาชนในจังหวัดนั้นๆ และกลุ่มคนจากประเทศสมาชิกเออีซี ซึ่งเป็นฐานขนาดใหญ่

นำร่องด้วยศูนย์การค้า “เซ็นทรัล เฟสติวัล สมุย” ที่พร้อมเปิดให้บริการในเดือน มี.ค.57 “เซ็นทรัล พลาซา ศาลายา” ที่จะเปิดให้บริการในเดือน ก.ค.57 “เซ็นทรัล พลาซา ระยอง” ปลายปี 57 และ “เซ็นทรัล เวสต์เกต” “ซูเปอร์รีจินัลมอลล์” แห่งแรกในย่านบางใหญ่ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ที่พร้อมเปิดให้บริการต้นปี 58

ขณะที่โครงการ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” บนถนนเพลินจิต มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2557 แน่นอน “กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า การรุกขยายโครงการขนาดใหญ่ในหัวเมืองใหญ่ จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีก และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยแข่งกับคนไทยได้ยากขึ้น รวมถึงต้องการผลักดันกรุงเทพฯ และประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งของภูมิภาคนี้ หลังเปิดเออีซีปี 2558”



ขณะที่การลงทุนในประเทศขยายตัวเป็นดอกเห็ด การลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลในต่างประเทศก็สยายปีกไปทั่วทุกโลกเช่นกัน โดยที่ประเทศอินโดนีเซียได้เซ็นสัญญากับกลุ่ม PT Grand Indonesia เพื่อเปิดห้าง “เซ็นทรัล จาการ์ตา” แห่งแรกที่ Grand Indonesia Shopping Town โครงการคอมเพล็กซ์หรูหราใจกรุงจาการ์ตา ด้วยเงินลงทุนกว่า 600 ล้านบาท ที่พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2558

ยังมีการลงทุนในประเทศจีน ที่ได้เปิดห้างเซ็นทรัล สาขาเฉินตู ซึ่งเป็นสาขาแห่งที่ 3 ของกลุ่มในประเทศจีน ทั้งยังรุกคืบเข้ายึดหัวหาดในมาเลเซีย ด้วยการผุด “รีจินัล มอลล์” มูลค่า 5,800 ล้านบาท โดย CPN ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ I-City Properties Sdn Bhd หรือ ICP บริษัทในเครือ I-Berhad ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ในมาเลเซีย เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์การค้าแห่งแรกของซีพีเอ็นในมาเลเซีย ในรูปแบบ “รีจินัล มอลล์” ที่จะเปิดให้บริการในปี 2559

ขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงแรม เซ็นทรัลได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ชื่อ “COSI” เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในกลุ่มประเทศอาเซียน

ขณะเดียวกัน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นฯ ยังสร้างบันทึกหน้าใหม่ให้กับวงการค้าปลีกโลก ด้วยการเข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า “อิลลุม” (ILLUM) ใจกลางเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นห้างเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 120 ปี และมีชื่อเสียงในกลุ่มชาวสแกนดิเนเวีย เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่รองรับผู้มาเยือนถึง 6.5 ล้านคนต่อปี ถือเป็นการประกาศศักดาของกลุ่มเซ็นทรัลในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกสัญชาติไทยที่ก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับโลก

“การเข้าซื้อกิจการอิลลุมครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายกิจการของเซ็นทรัลรีเทลฯ ทั้งในประเทศ ในอาเซียน และในยุโรป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยอดรายได้รวมทะลุ 40,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2559 จากปี 56 ที่คาดว่าจะทำได้ 18,000 ล้านบาท หลังซื้อกิจการ “ลา รีนาเชนเต้” ไปเมื่อเดือน มิ.ย.54 ที่ผ่านมา”

นอกจากนี้ ยังได้เข้าซื้อกิจการ “ลา รีนาเชนเต้” (Real Estate) ห้างสรรพสินค้าสุดหรูอันดับ 1 ของประเทศอิตาลี ที่มีสาขามากถึง 11 สาขาในอิตาลี ทั้งที่มิลาน, มอนซา, แพดัว, ตูริน, เจนัว, ฟลอเรนซ์, กาลยารี, ปาแลร์โม, คาตาเนีย และโรม 2 สาขา ด้วยเงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท หรือ 260 ล้านยูโร โดยซื้อรวบทั้งอาคารขนาดใหญ่ 8 ชั้น พื้นที่รวมกว่า 17,000 ตารางเมตร บนถนน Via delTritone ใจกลางกรุงโรมซึ่งถือเป็นสาขาที่ 12 ของห้างฯ ลา รีนาเชนเต้ ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2558 เป็นการสร้างชื่อให้แก่กลุ่มเซ็นทรัลด้วย โดยเฉพาะเซ็นทรัล รีเทลฯ ให้เป็นที่รู้จักในตลาดยุโรปมากขึ้น

“การขยายกิจการในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเซ็นทรัล เป็นไปตามนโยบายการขยายธุรกิจ โดยการซื้อควบรวมกิจการ (Mergers & Acquisitions) ซึ่งจะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังเป็นการเติมเต็มกลยุทธ์ เพื่อก้าวสู่การเป็น Collection of Stores อย่างแท้จริง เป็นการรวบรวมห้างชั้นนำในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี และเดนมาร์ก เข้าไว้ในเครือเดียวกันภายใต้บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด”

บันไดขั้นต่อไป กลุ่มเซ็นทรัลยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนในลักษณะนี้ ทั้งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในยุโรป โดยมีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก



“เจ้าสัวสุทธิธรรม” ยังให้ความเห็นถึงการได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปต่างประเทศในฐานะนักธุรกิจร่วมคณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ด้วยว่า ได้ประโยชน์มาก เป็นการแสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังที่ดีระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนที่จะมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้ง 2 ฝ่าย ขณะที่ต่างประเทศเองก็มองเห็นความมั่นคงของภาคธุรกิจเอกชนไทย เนื่องจากหัวหน้าคณะที่นำทีมไปคือ นายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำประเทศ

“ทุกๆ ครั้งที่กลุ่มเซ็นทรัลได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนต่างประเทศกับนายกรัฐมนตรี พอกลับมาก็จะมีนักธุรกิจจากประเทศนั้นๆ ติดต่อมา เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆ ด้านการค้า การลงทุนร่วมกัน ไม่ว่าจะในด้านธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และผลิตภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจร่วมกันอยู่”

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังได้หารือกับภาครัฐว่า เนื่องจากเซ็นทรัลมีศักยภาพและช่องทางที่จะจัดจำหน่ายสินค้าไทยไปยังผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีสาขาอยู่เป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ในอิตาลี เดนมาร์ก สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า สามารถรองรับสินค้าไทยได้อย่างแน่นอน

“แต่สินค้าไทยที่จะส่งไปต้องมีความพร้อม เหมาะสมที่จะไปวางจำหน่าย เราคงไม่สามารถเอาไปได้ในทุกๆ อย่างได้ จำเป็นต้องคัดเลือก ดูคุณภาพมาตรฐานต่างๆ ว่ามีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสินค้าแบรนด์เนม”

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังให้ความสำคัญในการพัฒนาสินค้าชุมชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อพัฒนาสินค้าป้อนให้กลุ่ม โดยได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ อาทิ การตั้งศูนย์พัฒนาผัก ผลไม้ เริ่มตั้งแต่แนะนำการปลูก สนับสนุนปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น สับปะรด แมคคาเดเมีย และกาแฟปลอดสารพิษ เป็นต้น และหากเป็นสินค้าชุมชนหรือโอทอป ทางกลุ่มยังจัดส่งทีมงานลงไปช่วยออกแบบ ดีไซน์ให้ด้วย และเมื่อผลิตได้ทางเซ็นทรัลก็พร้อมนำมาจัดจำหน่ายให้ในท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตต่อไป

“การร่วมมือกันของรัฐบาลและกลุ่มเซ็นทรัลในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดการค้าในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากสินค้าไทยถือเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ หากได้รับการพัฒนาและสนับสนุนที่ดี รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ก็จะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแน่นอน และกลุ่มเซ็นทรัลก็พร้อมที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไปในอนาคต”



ด้าน นางสุพัตรา จิราธิวัฒน์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และภาพลักษณ์ โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา ได้กล่าวถึงบทบาทความรับผิดชอบของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีต่อสังคมว่า ในส่วนของโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา และเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้กำหนดแนวนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับกฎหมาย และนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงานน้ำ และไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา ได้ดำเนินนโยบายการประหยัดพลังงานมาตั้งแต่ปี 2538 เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ประหยัดพลังงานต่างๆ เช่น ก๊อกน้ำ หลอดไฟ เครื่องปรับอากาศ รวมถึงการลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาตัวอาคารโรงแรม และการนำความร้อนทิ้งเปล่าของเครื่องปรับอากาศมาหมุนเวียนเป็นพลังงานใช้อีก ส่งผลให้ในช่วงปี 2553-2555 ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ 228,015 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง คิดเป็นมูลค่ากว่า 0.79 ล้านบาท

ในส่วนของศูนย์การค้าได้จัดทำโครงการ “CPN Green Experience” คือการพัฒนาศูนย์การค้าที่เน้นเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ อาทิ การออกแบบศูนย์การค้าภายใต้แนวคิด Leadership in Energy & Environmental Design (LEED) ซึ่งเป็นเทรนด์ในการพัฒนาศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากของโลก ที่เน้นการออกแบบตัวอาคารให้ใช้แสงจากธรรมชาติให้มากที่สุด

และล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัลยังได้นำนวัตกรรมใหม่ในการนำอากาศเย็นจากภายนอกในช่วงฤดูหนาวมาใช้ในอาคารที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงราย ทำให้มีอากาศเย็นไหลเวียนโดยไม่ต้องใช้ระบบปรับอากาศ ถือเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่นำระบบนี้มาใช้

“จะเห็นว่า นอกจากความเอาใส่ใจในเรื่องของธุรกิจแล้ว ทางกลุ่มก็ไม่ละทิ้งด้านสิ่งแวดล้อม และการตอบแทนสู่สังคม เป็นการตอบแทนประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ชุมชน และต่อสังคมสืบต่อไป”

ทั้งหมดคือภาพรวมยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจไทยที่วันนี้ กล่าวได้ว่า ผงาดขึ้นไปยืนอยู่แถวหน้าของโลก ประกาศศักดาให้ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจไทยที่ไม่ได้เป็นรองใคร.





ทีมเศรษฐกิจ

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Pleum